"สครับไทฟัส"โรคหน้าหนาวถูกไรอ่อนกัด...อาจช็อกถึงตาย

ช่วงนี้ในหลายพื้นที่ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอากาศเริ่มเย็นลงแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามป่าเขาลำเนาไพรต่าง ๆ  ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปสัมผัสอากาศหนาวเย็นเพื่อพักผ่อนในช่วงวันหยุดกันเป็นจำนวนมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึงคือ โรคภัยในหน้าหนาวอย่าง โรคสครับไทฟัส ที่ติดเชื้อจากการถูกไรอ่อนกัด หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นช็อกและเสียชีวิตได้...!!


   
นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในช่วงที่อากาศหนาวเย็นผู้คนจำนวนมากมักนิยมไปท่องเที่ยวเดินป่าและกางเต็นท์นอนกลางป่า ทำให้มีความเสี่ยงที่จะถูกตัวไรอ่อนที่อาศัยอยู่ในป่ากัดจนอาจติดเชื้อและป่วยเป็น “โรคสครับไทฟัส” (Scrub typhus) หรือ “โรคไข้รากสาดใหญ่” ได้ จากรายงานสำนักระบาดวิทยากรมควบคุมโรค ตั้งแต่เดือนมกราคม 2555 จนถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2555 พบว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคสครับไทฟัส จำนวน 7,412 ราย เสียชีวิตจำนวน 4 ราย พื้นที่ที่พบผู้ป่วยโรคสครับไทฟัสมากที่สุด ได้แก่ ภาคเหนือรองลงมาคือภาคอีสาน
   
โรคนี้เกิดจากการถูกตัวไรอ่อน (Chigger) กัดหรือดูดเลือด ซึ่งในตัวไรอ่อนจะมีเชื้อริกแกตเซีย (Rickettsia) ซึ่งเชื้อนี้อาศัยอยู่ในสัตว์ตระกูลฟันแทะ เช่น กระแต กระรอก หนู ซึ่งตัวไรอ่อนจะเข้าไปกัดตามตัวคนโดยเฉพาะที่พบบ่อยคือ บริเวณร่มผ้า เช่น ขาหนีบ เอว ลำตัวบริเวณใต้ราวนม รักแร้ และคอ โดยมีระยะฟักตัวของโรคนานประมาณ 6-21 วัน หรือโดยเฉลี่ยประ มาณ 1 สัปดาห์ ลักษณะเฉพาะของโรคอย่างหนึ่งที่พบได้คือรอยแผลเหมือนโดนบุหรี่จี้ ตรงบริเวณที่ถูกไรอ่อนกัด แต่อาการของโรคจะค่อนข้างหลากหลาย ได้แก่ มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระบอกตา ตาอักเสบ ต่อมน้ำเหลืองโต ไอแห้ง และอาจมีอาการอักเสบที่สมอง ปอด บวม ดีซ่าน ในรายที่อาการรุนแรงหัวใจจะเต้นเร็วมาก ความดันโลหิตต่ำ อาจถึงขั้นช็อกเสียชีวิตได้


   
แต่อย่างไรก็ตามอาการของโรคสครับไทฟัสไม่ได้รุนแรงเหมือนไข้มาลาเรีย แต่หากรักษาไม่ทันหรือไม่ทราบว่าเป็นอาการป่วยจากตัวไรอ่อนกัดก็อาจทำให้เกิดภาวะแทรก ซ้อนได้ เช่น ไตเป็นพิษ ไตวาย ซึ่งการรักษาไม่สามารถรับประทานยาจำพวกแก้ไข้และแก้ปวดได้ เนื่องจากโรคนี้ต้องใช้ยาปฏิชีวนะโดยแพทย์เท่านั้น ดังนั้นหลังจากเดินทางกลับออกจากเที่ยวป่าภายใน 2 สัปดาห์แล้วเกิดป่วยมีไข้ขึ้นสูง มีอาการปวดศีรษะ ควรรีบไปพบแพทย์และแจ้งประวัติ การเข้าไปในป่าให้แพทย์ทราบเพื่อรับการรักษาโดยเร็ว